เ ชี ย ง ด า ว ห น า ว ม า ก
posted on 17 Jan 2009 22:42 by econuizer
อากาศหนาวแวะมาเคาะประตูกรุงเทพมหานคร ตอนที่ผมไม่อยู่
พอกลับจากเชียงดาว มันก็นั่งเฝ้าอยู่ในบ้าน พาลทำตาปริบๆใส่ผมซะด้วย..
.
.
ตามความรู้ที่ร่ำเรียนมาตอนมัธยมศึกษาก็จำได้คร่าวๆว่า
สาเหตุที่เราหนาวไม่ใช่เพราะความเย็นไหลเข้ามาอยู่ในร่างกายเรา
แต่เป็นเพราะความร้อนจากร่างกายเราต่างหากที่ไหลผ่านออกไปสู่ภูมิอากาศภายนอก
เกิดจากกฏการถ่ายเทความร้อน เพื่อปรับอุณหภูมิตามธรรมชาติ
..และมันก็เป็นการส่งต่อความร้อนซึ่งถือเป็นพลังงานในรูปแบบหนึ่ง
.
.
เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ผมไหลทวนน้ำจากถิ่นฐานย่านคลองภาษีเจริญ เหาะเหินข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา นั่งสบตาแม่ปิง นอนกลิ้งที่เชียงใหม่ เก็บไมล์ชีวิตอีกครั้ง
ณ พิกัดหนึ่งของเชียงดาว เราอยู่เหนือระดับน้ำทะเลราวๆหนึ่งกิโลเมตร ในงานวันเด็กแห่งชาติ
ผม เพื่อน และน้องๆกลุ่มเยาวชนบี-ไฮเดินทางไกลจากใต้ผ้าห่มอุ่นที่บ้าน เป็นระยะทางกว่า 800 กิโลฯ มาโต้ลมหนาวกันบนดอย
ผมว่ามันเป็นภาพแปลกตาดีที่เห็นวัยรุ่นเมืองกรุงฯใส่เสื้อกันหนาว แต่เด็กน้อยจากเชียงดาววิ่งเล่นกันใต้เสื้อผ้าบางๆ
หลังจากวิ่งเล่นกันเองได้สักพัก เมื่อเห็นเรายืนยิ้มทักอยู่ใกล้ๆ น้องๆก็ไถลเข้ามากันจ้าละหวั่น
สักพักพวกเราทุกคนก็ถูกห้อมล้อมไปด้วยเด็ก รอยยิ้ม และเสียงหัวเราะ
ผมว่ามันคือการปรับอุณหภูมิระหว่างกัน
เพราะถึงอากาศจะหนาว แต่ใจเรารู้สึกอบอุ่น
ตามหลักของกฏการถ่ายเทความร้อน ความร้อนจะส่งผ่านได้ 3 แบบ ได้แก่ การนำความร้อน การพาความร้อน และการแผ่รังสี
การนำความร้อน คือการส่งความร้อนผ่านระดับโมเลกุล ว่าง่ายๆคือการส่งความอบอุ่นผ่านการสัมผัส
..เหมือนอ้อมกอดของเด็กๆ เหมือนมือที่เรากุมพวกเขาไว้
การพาความร้อน คือการส่งความอบอุ่นในรูปของเหลวและก๊าซ
..เหมือนอากาศที่พัดพาเสียงหัวเราะให้ลอยไปตามลม
และสุดท้าย การแผ่รังสี คือการกระจายความอบอุ่นไปรอบทิศ
..เหมือนบรรยากาศหน้าลานกว้างแห่งนั้น ที่ความอบอุ่นฟุ้งกระจายไปทั่ว
เขาว่ากันว่า ความร้อนเป็นพลังงานรูปแบบหนึ่ง ความอบอุ่นก็เป็นเช่นนั้น
ผมจึงเห็นใบหน้าของใครหลายคนเต็มไปด้วยหยาดเหงื่อ และเปื้อนไปด้วยรอยยิ้ม
..เพราะเขามีทั้งพลังงาน และความอบอุ่น
ผมชอบที่ทำงานด้วยบรรยากาศอบอุ่นแบบนี้ มันเหมือนมีพลังงานหล่อเลี้ยงเราอยู่ตลอดเวลา
เราอาจจะเหน็ดเหนื่อยกับสิ่งที่เราทำ แต่รอยยิ้มเหล่านั้นก็สร้างพลังมหาศาลให้กับเรา
ตอนเย็นๆหลังเสร็จงาน พวกเราเข้าไปเดินเล่นกันในหมู่บ้าน พร้อมหอบปฏิทินไปเคาะประตูสวัสดีปีใหม่
เดินมาได้ไม่กี่หลัง ผมก็เจอกับสาวน้อยคนหนึ่ง ซึ่งส่งพลังมาให้ผม
วิภา..คือชื่อของเด็กน้อยป.หนึ่ง ที่ดึงมือผมวิ่งไปด้วยกัน
ผมจำเธอได้ทันทีที่เห็นเธอ เราเคยเจอกันตอนที่ผมมาสำรวจค่าย แล้วถ่ายรูปของเธอไว้
ภาพรอยยิ้มของเธอ แปลงสภาพเป็นโปสการ์ดหาทุนสำหรับค่ายครั้งนี้
ผมจำได้ว่า น้ำหนักที่เพิ่มขึ้นของผม ทำให้ผมไม่ได้ออกวิ่งไกลๆมานานแล้ว
แต่ผมจำได้ว่า ผมหายเหนื่อยเป็นปลิดทิ้ง ตอนที่วิ่งอยู่กับเด็กๆ
อาจจะเป็นเพราะพลังงานที่ส่งผ่านมาจากมือของเธอ..
เป็นการส่งผ่านความอบอุ่นระดับโมเลกุลกันเลยทีเดียว
.
.
ผมรู้สึกดีใจที่เห็นหลายๆคนกลับมาดูมีพลัง หลายๆคนมีความหวังที่จะเริ่มต้นสิ่งใหม่ๆ
ตอนที่ผมกับน้องๆเริ่มต้นกันผลักดันค่ายนี้ พูดกันตรงๆว่าเราก็ไม่รู้ว่ามันจะสำเร็จหรือเปล่า?
พอทำมาได้สักพัก ผมก็รู้ว่า เราจะหยุดไม่ได้ แม้เราจะเหนื่อยจะท้อกันมากเท่าไหร่ก็ตาม
..และความอบอุ่นของการทำงานร่วมกัน ก็ส่งผ่านพลังงานให้กับพวกเรา ก็ทำให้มันสำเร็จได้อย่างวันนี้
พวกเราจึงมีพลัง และพร้อมที่สร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆกันต่อไป..
.
.
วันนี้ ผมกลับมาจากเชียงดาว นั่งจ้องตากับลมหนาวข้างๆตัว
..ผมสงสัยตัวเองที่ ตอนนี้ดูนิ่งๆ ไม่รู้เอาพลังงานที่ได้รับมาไปทำทิ้งไว้ที่ไหน?
หรืออาจจะเป็นเพราะที่เขาว่ากันว่า อากาศหนาวทำให้เราเหงา..
.
.
ชักอยากได้พลังงานอุ่นๆที่ส่งผ่านระดับโมเลกุลอีกแล้วสิ..


ไปเจออากาศหนาวๆ..
แต่กลับอบอุ่นและมีพลัง..
ของแบบนี้..
มันส่งผ่านถึงกันได้..
แม้ในสภาวะสุญญากาศ..
พลังงานเหลือเหรอ..
เอามาส่งผ่านบลอกไปพลางๆก่อนละกัน..
#1 By เจ้าหญิงน้ำแข็ง on 2009-01-19 17:30