Flight
posted on 30 Jun 2009 12:18 by econuizer
ตั้งใจไว้ตั้งแต่วันแรกที่เล่น June Write ! ว่าจะเขียนเรื่องนี้เป็นเรื่องสุดท้าย..
คุณว่า ในชีวิตของคนเราจะมีเพื่อนแท้ซักกี่คน?
หลายคนเคยบอกผมไว้ว่า เพื่อนแท้ของคนเรานั้น จะเป็นเพื่อนที่คบกันสมัยมัธยม..
แถมใครหลายคนนั้นยังบอกว่า เพื่อนที่คบกันสมัยมหาวิทยาลัย ไม่จริงใจเท่าเพื่อนสมัยมัธยม
แต่ผมไม่เชื่อความคิดนั้น..
ผมคิดว่า เพื่อนก็คือเพื่อน
ไม่ว่าจะได้คบกันช่วงชีวิตไหน หากเราจริงใจ และเข้าใจกัน
เพื่อนก็คือเพื่อนอยู่วันยังค่ำ
ผมเป็นคนนึงที่มีเพื่อนสนิทตอนเรียนมหาวิทยาลัยมากกว่าตอนมัธยมซะอีก
วันนี้ผมมีเพื่อนเจ๋งๆ คนนึงที่อยากจะแนะนำให้หลายๆคนรู้จักมัน
..เพื่อนคนนั้นชื่อ ไอ้นัท
ไอ้นัท เป็นที่รู้จักของทุกคนในภาควิชาผม เพราะความเป็นตัวของตัวเองของมัน เป็นที่จดจำเลื่องลือกันทั่วไป
ไอ้นัท เป็นคนที่กล้าโวยวายกับรุ่นพี่ และหลายๆทีก็..กับอาจารย์
..และหลายๆครั้ง คนเหล่านั้นก็เถียงมันไม่ออก
..และหลายๆครั้ง ที่มันตั้งคำถามหรือสั่งสอนผม
ผมก็เถียงมันไม่ออกเหมือนกัน
ผมมาสนิทกับไอ้นัท ตอนที่ร่วมหัวจมท้ายปลุกปั้นงานรับน้องตอนปี2 มาด้วยกัน
..นั่นอาจเป็นข้อพิสูจน์ของคำที่ใครหลายคนบอกว่า คนที่ผ่านความลำบากมาด้วยกัน จะสนิทกันมากขึ้น
แรกๆที่เรารู้จักกัน ผมชื่นชมเพื่อนคนนี้ด้วยผมคิดว่า มันเป็นคนที่จริงใจที่สุดแล้ว
ผมชอบที่มันกล้าจะแสดงความเป็นตัวมันเองออกมา โดยไม่สนใจว่าคนอื่นจะมองมันยังไง
ด้วยคำพูดที่มันสบถใส่ใครหลายคนที่มองมันด้วยสายตาประหลาดว่า "พวกมันไม่ใช่พ่อกูนี่หว่า.."
เวลาที่ใครถามถึงความเป็นตัวเองของไอ้นัท ผมมักจะยกตัวอย่างเหตุการณ์นึงมาเล่าเป็นเรื่องขำขัน
ใครจะไปเชื่อว่า ไอ้นัทเป็นหนึ่งในตัวแทนจากภาควิชาไปแข่งตอบปัญหาเศรษฐศาสตร์แห่งประเทศไทย!!
อาจารย์ผู้คุมการแข่งขัน หันมามองไอ้นัทตั้งแต่หัวจรดเท้า ตั้งแต่มันเริ่มก้าวเท้าเข้าไปในห้องแข่งขัน
อาจารย์จากมหาวิทยาลัยผมก็เช่นกัน บางคนยังแอบส่ายหน้า
ระหว่างการแข่งขันจะมีช่วงการพักครึ่งเวลา
ระหว่างที่ใครหลายคน หยิบตำรับตำราขึ้นมาอ่านเตรียมตัวแข่งต่อไป
ไอ้นัทหยิบบุหรี่มาคาบไว้ที่ปาก ลุกออกจากโต๊ะไปทันทีที่สัญญาณพักครึ่งเวลาดังขึ้น
ไอ้นัทจุดไฟแช็ค ต่อที่ปลายมวนบุหรี่ แทบจะทันทีที่เปิดประตูออกจากห้อง
..บรรดาอาจารย์ทั้งหลายนั่งตาค้าง แต่กองเชียร์ของพวกผมแอบทำกร่างอยู่เล็กๆ
แต่ที่เท่ห์กว่านั้น..
เมื่อจบการแข่งขัน
ทีมจากมหาวิทยาลัยผมสร้างความตื่นตะลึงด้วยการคว้าอันดับที่2 ของประเทศ !!
..โดยมีไอ้นัทอยู่ในทีมด้วย..
เท่ห์มั้ยครับ?
สำหรับผม ไอ้นัทจึงเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์ของการพิสูจน์ตัวเอง
..เป็นหนึ่งในบุคคลที่พิสูจน์ให้ใครหลายคนรู้ว่า อย่ามองคนจากภายนอก
สิ่งที่คล้ายกันระหว่างผมกับไอ้นัทก็คือ เราเป็นคนที่ทำงานกันมาตั้งแต่ตอนเรียน
ถ้าจะว่าไป ไอ้นัทน่าจะเป็นบุคคลที่ผลักดันให้ผมเข้ามาสู่วงการอีเวนท์คนแรกๆของชีวิต
..แล้วสุดท้ายมันก็ไปทำงานบริษัทซะอย่างนั้น
ปี4 เทอม2 เทอมสุดท้ายของชีวิตมหาวิทยาลัย ไอ้นัทรับการชักชวนจากพี่ที่มันรู้จักให้ไปทำงาน"ราชพฤกษ์ 2549"เป็นเวลาร่วม 4 เดือน
และสุดท้ายมันก็ตัดสินใจไป...
คนเดียว !!!
ไอ้นัทจัดการชีวิตด้วยการขอย้ายวิชาเอกที่เรียน เปลี่ยนจากสิ่งที่มันชอบ เป็นสิ่งที่มันต้องทำ เพื่อให้เรียนจบ
ไอ้นัทไปต่อรองกับอาจารย์ว่า ขอไม่เข้าเรียนทั้งเทอม แต่ขอเอาหนังสือไปอ่าน แล้วกลับมาสอบปลายภาค
แล้วเชียงใหม่ก็เปลี่ยนชีวิตไอ้นัทไป..
ไอ้นัทกลับมากรุงเทพฯอีกครั้ง หลังจบงาน"ราชพฤกษ์ 2549"ได้สักพัก
ไอ้นัทคนที่เคยใส่แต่เสื้อยืดเก่าๆ ซื้อของมือสองที่จตุจักร และคล้ายๆจะเป็นปฏิปักษ์กับแฟชั่น
กลายเป็นไอ้นัทที่ตัดผมเกาหลี ซื้อเสื้อผ้าที่สยาม
เพื่อนหลายคนบอกว่า มันเปลี่ยนไป
ตอนแรกผมก็รู้สึกว่า มันเปลี่ยนไป..
แต่คุยมาคุยไป มันก็ไอ้นัทคนเดิมนั่นแหละ
ทำไมนะหรอครับ?
ไอ้นัทเข้าไปทำงานที่โตโยต้า มอเตอร์ เอเชีย แปซิฟิค..
และกลายเป็นบุคคลโด่งดังข้ามแผนก
ด้วยความหาญกล้าที่ส่งเมล์ไปด่าโรงงานที่ต่างประเทศ
เห็นมั้ยครับ? ไอ้นัทก็ยังเป็นไอ้นัท..
ล้อเล่นนะครับ..(แต่นั่นเรื่องจริง !!)
ผมแค่ยังรู้สึกเหมือนเดิมว่า ไอ้นัทยังเป็น "นักใช้ชีวิต"
มันบอกผมว่า ตอนไปทำงานที่เชียงใหม่ มันได้เงินมาก แต่ก็เหนื่อยมาก
พอเหนื่อยมาก ความสุขก็น้อย
คนบางคนทำงานเหนื่อย อาจจะหนีจากงาน
แต่มันเลือกที่จะเผชิญหน้า
ได้เงินมาเยอะ มันก็คิดซะว่า ใช้เงินซื้อความสุขใส่ตัวซะบ้างก็แค่นั้นเอง..
สิ้นปีที่แล้ว ไอ้นัทลางานเต็มโควต้า
ทุกวันศุกร์มันจะแบกกระเป๋าเดินทางไปที่ทำงาน
พอเลิกงานมันจะแบกกระเป๋าไปสถานีขนส่งทุกสารทิศที่มันตั้งเข็มไว้
เขาสก ดอยลังกาหลวง เชียงดาว เชียงคาน ฯลฯ
คือชื่อสถานที่ท่องเที่ยวจะมันไปภายในระยะเวลาร่วม 1 เดือน
..และทุกวันจันทร์ มันจะแบกกระเป๋าเดินทางที่เพิ่งผ่านการกรำศึกกลับมานั่งประจำทำงานที่ออฟฟิศ
นี่แหละที่ทำให้ผมยกย่องมันในฐานะ "นักใช้ชีวิต"
หลายคนอาจจะมองว่า ไอ้นัทเป็นตัวของตัวเองจนไม่ฟังใคร
แต่ผมรู้ว่า มันฟัง เพียงแต่มันมีความเห็น และความเชื่อของมันด้วย
..และมันไม่เคยยอมที่จะงดแสดงความเห็นในเรื่องที่มันอยากออกความเห็น
คนหลายคนจึงตัดสินใจ ไอ้นัทเป็นพวกมองโลกในแง่ร้าย
นั่นทำให้คนมักจะคิดว่า ผมไม่น่าจะสนิทกับไอ้นัทได้
เพราะดูเหมือนว่า ผมเป็นคนมองโลกในแง่ดี ส่วนไอ้นัทเป็นคนมองโลกในแง่ร้าย
..ซึ่งไม่ใช่ความจริงหรอกครับ
แต่ไม่ว่ายังไง ผมก็ยังคิดว่า ถึงจะมองต่างกันไปก็ไม่สำคัญ
เพราะผมรู้ว่า เพื่อนกัน ..มันอยู่ด้วยกันได้
ค่ำนี้ ไอ้นัทจะลากกระเป๋าใบใหญ่ขึ้นเครื่องบินไปออสเตรเลีย
ผมเคยถามมันว่า "จะกลับเมื่อไหร่วะ?"
มันตอบผมว่า "ไม่มีกำหนดกลับ อาจจะสามเดือน หรือสองปี แต่ไม่รู้ดิ ..ไม่มีอะไรแน่นอน"
..และมันหมายความตามนั้นจริงๆ
ไอ้นัทไปแบบไม่มีกำหนดกลับ ไม่มีแผนการล่วงหน้ามากมาย
คอร์สเรียนภาษาจึงเป็นข้ออ้างในการออกวีซ่าของมันเท่านั้น
ผมไม่เคยถามมันจริงๆจังๆว่า "ไปออสเตรเลียทำอะไร?"
เพราะผมคิดคำตอบอยู่ในใจว่า มันแค่ "..ไปใช้ชีวิต"
เพื่อนแท้สักคนให้อะไรหลายอย่างกับชีวิตเรา
ผมมองดูไอ้นัทในฐานะ "นักใช้ชีวิต" แล้วก็คิดอะไรบางอย่างได้
..มีบางสิ่งในชีวิตที่เราวางแผนได้ และมีอะไรอีกหลายอย่างที่เราวางแผนไม่ได้
เราทำได้แค่ใช้ชีวิต..
และทุกชีวิตต่างมีการเดินทางของตนเอง
ผมกับนัท เดินทางมาพบกันในช่วงหนึ่งของชีวิต
ทุกครั้งที่ผมมาส่งเพื่อนที่สนามบิน เพื่อนผมจะถามว่า เมื่อไหร่เราจะได้ไปบ้าง(วะ)?
ผมมักจะคิดว่า ทุกคนมีเที่ยวบินเป็นของตัวเอง
เที่ยวบินนี้ เป็นการเดินทางครั้งหนึ่งในชีวิตของมัน
ส่วนเที่ยวบินของผมยังไม่รู้จะมาเมื่อไหร่..
เดินทางชีวิตโดยสวัสดิภาพนะ ไอ้นัท..
แล้วเจอกันใหม่ บนโลกใบเก่า ที่เรามองต่างกัน

ขอให้สุขสนุก!

ทุกคนมีชีวิตเป็นของตัวเอง มีแนวเป็นของตัวเอง แล้วผมก็เชื่อว่าวันนึง ทุกคนก็ต้องมีไฟลท์เป็นของตัวเอง
ชอบเรื่องนี้มากครับ
#1 By Clepsydra:: on 2009-06-30 13:57