มองนักล่าฝัน แล้วหันมาดูตัว
posted on 20 Aug 2009 14:32 by econuizer
ช่วงนี้ เวลาที่ผมอยู่บ้าน(ซึ่งค่อนข้างน้อย) ผมมักจะนั่งอยู่หน้าทีวี และติดตามรายการอยู่รายการนึง ..รายการนั้นชื่อ "True Academy Fantasia#6"ครับ
ด้วยความที่ไม่ค่อยจะได้ติดตามรายการในซีซั่นก่อนๆเท่าไหร่ ทำให้ผมเองก็ไม่ค่อยรู้เรื่องรู้ราวอะไรใน Academy Fantasia มากมาย รวมไปถึงธรรมเนียม ประเพณี หรืออะไรก็ตามที่แฟนคลับที่ติดตามกันทุกซีซั่นเขามักจะรู้กัน เอาเป็นว่า ผมขออนุญาตเขียนจากมุมมอง และความรู้เท่าที่ผมได้สัมผัส และพอจะทราบก็แล้วกัน ถ้าผิดพลาดประการใดก็ขออภัยไว้ ณ ที่นี่ด้วยครับ
สำหรับผมแล้ว เหตุผลที่ผมติดตามรายการนี้ ก็คงเพราะรู้สึกสนใจในเรื่องเกี่ยวกับความมุ่งมั่นของนักล่าฝันแต่ละคน และมันก็ยิ่งน่าสนใจ เมื่อเราได้นั่งดูความสัมพันธ์ของนักล่าฝันภายในบ้าน ความสัมพันธ์ของเหล่านักล่าฝันกับครู แม้กระทั่งความสัมพันธ์ของนักล่าฝัน ...กับความฝันของพวกเขาเอง
การที่เราได้เห็นทั้งนักล่าฝันที่มีพรสวรรค์ นักล่าฝันที่มีพรแสวง ครูที่คอยพร่ำสอนลูกศิษย์อย่างใกล้ชิด ครูที่คอยดูแลลูกศิษย์อยู่ห่าง(อย่างห่วงๆ) แขกรับเชิญที่ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันมา ในความรู้สึกของผมแล้ว ทุกชีวิตที่มารวมกันอยู่ในรายการนี้ ดูเป็นกลุ่มคนที่มีความหลากหลายทางชีวภาพมากเลยทีเดียว
สำหรับในมุมมองของคนที่เพิ่งจะมาติดตามรายการในซีซั่นนี้ และได้แต่ฟังคำบอกเล่าเกี่ยวกับเรื่องราวในซีซั่นก่อนๆ ทำให้ผมรู้สึกว่า ซีซั่นนี้มีความน่าสนใจในหลายๆส่วนด้วยกัน ทั้งเรื่องที่ประกาศออกมาเป็นนโยบายว่า ซีซั่นนี้จะปลุกปั้นนักล่าฝัน เพื่อให้เป็นศิลปินอย่างเต็มตัว ยิ่งผมได้เห็นการเรียนการสอนที่เข้มข้น การวางโจทย์เพลงในแต่ละสัปดาห์ การทำงานของเทรนเนอร์แต่ละคน ฯลฯ ผมก็รู้สึกว่า รายการในซีซั่นนี้ยิ่งทวีความน่าสนใจมากขึ้น
รวมไปถึงสถานการณ์ต่างๆในรายการที่ผมรู้สึกว่า ทางทีมงานวางแนวทางได้ดีขึ้น เรื่องที่ควรทำให้มันเซอร์ไพรซ์ก็แสนเซอร์ไพรซ์ เรื่องไหนที่ควรเคร่งครัดก็ว่ากันไปตามระเบียบ สำหรับผมแล้ว มันเป็นการสร้างมาตรฐานของรายการได้ดีเลยทีเดียว (หลังจากที่มาตรฐานเสียไปในหลายซีซั่นก่อนหน้านั้น)
หลังจากอ้อมค้อมมานาน เรามาเข้าเรื่องที่ทำให้ผมอยากเขียนถึงรายการนี้กันซะทีดีกว่า
เวลาที่ผมนั่งจ่อหน้าจอ มีสิ่งหนึ่งที่ทำให้ผมรู้สึกดี และไม่ค่อยดีสลับกันไป และผมก็คิดว่า คงมีคนจำนวนอีกไม่น้อยรู้สึกคล้ายๆกับผม เจ้าสิ่งนั้นก็คือ กรอบด้านล่างของรายการที่แสดงข้อความแชตบนหน้าจอของเหล่าบรรดาแฟนคลับ True Academy Fantasia นั่นแหละครับ
ที่บอกว่ารู้สึกดี ก็คงเพราะผมสัมผัสถึงความรู้สึกดีๆจริงๆ เมื่อได้เห็นข้อความที่ส่งผ่านความรัก ความปราถนาดี และกำลังใจจาก"แฟนคลับ" ของเหล่านักล่าฝัน ซึ่งจะว่าไปแล้วบุคคลพวกนี้ก็เป็นคนที่ไม่เคยรู้จักตัวตนจริงๆของเหล่านักล่าฝัน แต่พวกเขากลับมีความรัก ความรู้สึกดีๆ ส่งผ่านให้กันอย่างไม่น่าเชื่อ
..ผมว่า แค่นั่งดูคนแสดงออก และส่งต่อสิ่งดีๆให้แก่กัน มันก็ทำให้มีความสุขแล้ว
แต่ในทางตรงกันข้าม ผมจะรู้สึกไม่ค่อยดีเวลาที่เห็นข้อความประเภท ต่อว่า กัดจิก เหน็บแหนม ฯลฯ ที่เป็น"ด้านลบ"ปรากฏขึ้นมากรอบด้านล่าง
ก่อนอื่น.. ผมคงต้องอธิบายคำว่า"ด้านลบ"ในมุมมองของผมก่อน
ข้อความ"ด้านลบ"ที่ผมกล่าวถึง ไม่ได้หมายความถึง ข้อความที่เข้าข่ายประเภทตำหนิติเตียนไปซะหมด เพราะผมเชื่อครับว่า หลายๆครั้ง การต่อว่า ตำหนิติเตียนกันอย่างจริงใจ หรือ "ติเพื่อก่อ" เป็นสิ่งที่คนเราสามารถกระทำได้ หากการต่อว่า ตำหนิติเตียนนั้น มาจากความมุ่งมาดปราถนาดีซึ่งกันและกัน
แต่ข้อความ"ด้านลบ"ที่ผมกล่าวถึง หมายความถึง ข้อความที่ออกมาจากทัศนคติ"ด้านลบ"ของแฟนคลับจำนวนนึงมากกว่า ไม่ว่าจะเป็นข้อความที่ออกมาการแสดงความเกลียดชังนักล่าฝันคนนั้น ข้อความว่าร้ายนักล่าฝันคนนี้ รวมไปถึงข้อความที่ต่อว่าโต้ตอบกันไปมาอีกด้วย
ในมุมมองผมแล้ว ปรากฏการณ์บนกรอบสี่เหลี่ยมเล็กๆด้านล่างของรายการนี้ อาจจะกำลังบ่งบอกถึงสภาพสังคมของบ้านเราอยู่ก็เป็นได้
ผมว่า บ้านเราเมืองเราตอนนี้ มันอยู่ในยุคสมัยของการ"แบ่งฝ่าย"ครับ และเป็นการแบ่งฝ่ายแบบ"เลือกที่รักมักที่ชัง"เสียด้วย
นั่นคือ เมื่อเราเลือก"คนที่เรารัก"แล้ว เราก็มักจะเลือก"คนที่เราเกลียด"พ่วงไปด้วยเสมอ ..มันจึงทำให้เกิดปรากฏการณ์แบบนี้ขึ้นมา
ใครหลายคนอาจจะมองมันเหมือนเป็นเรื่องธรรมดา ที่แฟนคลับคนนึงจะนั่งลงดูรายการ แล้วติดตามใครสักคน นิยมชมชอบ ส่งข้อความให้กำลังใจ เสียเงินโหวตไปให้พวกเขาเหล่านั้น
..แต่ความจริงแล้ว พวกเขาน่าจะต้องมีแรงจูงใจอะไรบางอย่างถึงระดับนึงจึงจะกระทำการแบบนั้นได้ อย่างผม ผมก็มีนักล่าฝันที่แอบเชียร์อยู่ในใจ แต่ก็ไม่ได้กดโหวตไปให้แม้แต่ครั้งเดียว ยิ่งการจะส่งข้อความเข้าไปแชตนั้น ยิ่งไม่ต้องพูดถึง
แรงจูงใจสำหรับแฟนคลับเหล่านั้น อาจจะเป็นความรัก ความศรัทธา ความนิยมชมชอบอะไรก็แล้วแต่ ที่มากพอจะผลักดันให้คนๆนึงลุกขึ้นมาทำอะไรให้คนอีกคนนึงได้
..แม้มันจะดูเล็กน้อยในสายตาใครก็ตาม แต่ผมก็มองว่า มันไม่ใ่ช่เรื่องง่าย
ดังนั้น ผมจึงสงสัยต่อไปว่า แล้วการที่คนเราจะเกลียด ไม่ชอบขี้หน้ากัน ถึงขนาดจะต้องข้อความไปนินทาว่าร้ายใส่ ผู้คนเหล่านั้นเขาได้รับแรงจูงใจอะไรกัน ?
แล้วสุดท้าย เมื่อมีใครสักคนเริ่มต้นวงโคจรของความเกลียดชัง ทุกคนก็เริ่มแบ่งฝ่ายรวมกลุ่มในนามของคนที่รักใคร หรืออะไรบางอย่าง แล้วประณามคนที่อยู่ฝ่ายตรงกันข้าม
..ทุกวันนี้ สังคมเราจึงเต็มไปด้วยความเกลียดชัง ทั้งๆที่มันควรจะเป็นความรัก
สำหรับผมแล้ว ผมว่าการชื่นชม ชื่นชอบใครสักคนเป็นเรื่องดีครับ ความรักไม่ใช่เรื่องที่เลวร้ายอยู่แล้ว
หรือว่าบางทีเราควรจะเลิก"เลือกที่รักมักที่ชัง"แล้วหันไป"รักเขาข้างเดียว"กันให้มากกว่านี้
"รักเขาข้างเดียว" ในความหมายที่ผมอยากให้มันเกิดขึ้นก็คือ การที่เรารักใครสักคน โดยที่ไม่จำเป็นต้องคิดจะเกลียดใครพ่วงเข้าไปด้วย และนั่นก็หมายความว่า ถ้าคนที่เรารักถูกทำร้าย เราอาจจะลุกขึ้นมาปกป้องเขา แต่เราไม่จำเป็นต้องแสดงความเกลียดชังใส่ใคร
ผมนั่งดูนักล่าฝันแม้พวกเขาจะมีความแตกต่าง มาจากสังคมที่หลากหลาย อาจจะเคยมีปัญหาผิดใจกันบ้าง ผมก็ว่ามันเป็นเรื่องธรรมดา แต่การหันหน้าเข้าหากัน พูดคุยกัน เปิดใจกัน และ"รักกัน" ก็ทำให้ทุกปัญหาผ่านไปได้ และสุดท้าย มันก็ทำให้พวกเขาใช้ชีวิตอยู่ในบ้านหลังเดียวกันได้อย่างมีความสุข
ผมรู้ในทุกขณะที่นั่งดูรายการว่า จะมีนักล่าฝันคนหนึ่งที่ได้เดินไปจนถึงจุดหมายปลายทางของความฝัน
แต่ผมก็เกิดความสงสัย เมื่อผมกดรีโมทเปลี่ยนช่องไปดูรายการอื่นๆ
..เมื่อไหร่นะ ความฝันของคนไทยหลายคนจะเป็นจริงเสียที
----------------------------------------------------------------------------
ชักชวนกันซ้ำอีกหนึ่งรอบครับ สำหรับใครที่ยังไม่รู้
ผมกับตุ้ย (ในนาม"ตุ้ยนุ้ยโปรเจ็คท์") อยากชวน blogger ที่สนใจมาทำโปรเจ็คท์ปัญญาอ่อนร่วมกัน ในวันที่ 15 กันยายนนี้ครับ
โปรเจ็คท์ชื่อว่า "กย. 15" ครับ
รายละเอียดไม่มีอะไรมากไปกว่า อัพบล๊อกที่ชื่อว่า "กย. 15" ในวันที่ 15 กันยายนครับ ส่วนจะเขียนยังไง จะตีความ กย.15 แบบไหน ก็สุดแท้แต่ทุกคนได้เลยครับ

แล้วก็เข้าใจไปว่า ฉันเป็นคนมีจุดยืน
ชอบ ความหมาย รักเขาข้างเดียว ของคุณจัง
#1 By chabarimklong on 2009-08-20 18:53